บทความที่ได้รับความนิยม

วันจันทร์ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สรุป บทที่ 5 โทรคมนาคมและระบบเครือข่าย


บทที่ 5 
โทรคมนาคมและระบบเครือข่าย

การสื่อสารคมนาคม
± โทรคมนาคม(Telecommunications) หมายถึง การสื่อสารข้อมูลระยะทางไกลในรูปแบบสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์
± ปัจจุบันการถ่ายทอดสัญญาณส่วนใหญ่อยู่ในรูปแบบดิจิตอล โดยใช้คอมพิวเตอร์ในการส่งข้อมูลจากสถานที่หนึ่งไปยังอีกสถานที่หนึ่ง

องค์ประกอบของระบบสื่อสารโทรคมนาคม
± ระบบโทรคมนาคม(Telecommunications systems) คือ ระบบที่ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จำนวนหนึ่งที่สามารถทำงานร่วมกันและ ถูกจัดไว้สำหรับการสื่อสารข้อมูลจากสถานที่หนึ่งไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง

ตัวกลางหรือช่องทางการสื่อสาร
± ช่องสื่อสาร(communication channels) หมายถึง รูปแบบใดๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการถ่ายทอดสัญญาณข้อมูลจากอุปกรณ์ตัวหนึ่งในระบบเครือข่ายไปยังอุปกรณ์อีกตัวหนึ่ง
± สื่อต่างๆ ที่ใช้ได้แก่ สายคู่บิดเกลียว สายโคแอ็กเซียล สายใยแก้วนำแสง สัญญาณไมโครเวฟ สัญญาณผ่านดาวเทียม และสัญญาณไร้สายแบบต่างๆ

ระบบเครือข่ายสื่อสาร
Topology หมายถึงโครงสร้างของเครือข่าย แบ่งออกเป็น
± ระบบเครือข่ายดาว
± ระบบเครือข่ายบัส
± ระบบเครือข่ายวงแหวน

ระบบเครือข่ายแบบดาว(star topology)
± ประกอบด้วยคอมพิวเตอร์แม่ข่าย(host computer) ที่ ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์เครื่องอื่นๆ และอุปกรณ์อื่นๆ เหมาะสำหรับงานที่ประมวลผลที่ศูนย์กลาง และมีบางส่วนที่ประมวลผลที่เครื่องผู้ใช้งาน
± เครื่องคอมพิวเตอร์แม่ข่ายจะควบคุมระบบสื่อสารทั้งหมด

ระบบเครือข่ายแบบบัส(bus topology)
± ระบบบัสเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดด้วยสายสื่อสารเพียงเส้นเดียว สัญญาณจะถูกส่งออกมาในลักษณะกระจาย(broadcast) ซึ่งจะถูกส่งออกไปในสายสัญญาณถึงอุปกรณ์ทุกตัว
± ไม่มีอุปกรณ์ใดควบคุมระบบเลย มีข้อเสียคือถ้ามีอุปกรณ์จำนวนมากในเครือข่ายจะทำให้ระบบช้าลงมากเพราะจะเกิดการชนกันของข้อมูล(collision)

ระบบเครือข่ายแบบวงแหวน(ring topology)
± มีลักษณะคล้ายกับระบบเครือข่ายแบบบัส คือไม่มีอุปกรณ์ตัวใดควบคุม
± ความล้มเหลวของอุปกรณ์ตัวหนึ่งจะไม่มีผลกระทบกับอุปกรณ์ที่เหลืออยู่
± อุปกรณ์แต่ละตัวสามารถสื่อสารกับอุปกรณ์ตัวอื่นได้
± มีลักษณะการต่อเป็นวงกลม ข้อมูลในสายจะถูกส่งผ่านอุปกรณ์แต่ละตัวต่อๆ กันเป็นวงกลม

PBX-- LAN—WAN
± PBX(Private Branch Exchange) เป็น เครื่องคอมพิวเตอร์ชนิดพิเศษที่ออกแบบมาสำหรับจัดการบริหารการเชื่อมต่อวงจร โทรศัพท์จากสายนอกเข้ากับสายโทรศัพท์ภายในองค์กรอย่างอัตโนมัติ
± ระบบเครือข่ายเฉพาะที่(Local Area Network:LAN)เป็น ระบบเครือข่ายบริเวณไม่กว้างมากนัก เชื่อมต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็กและอุปกรณ์ต่อพ่วง และอุปกรณ์สื่อสารเข้าด้วยกันโดยมีช่องทางสื่อสารเป็นของตนเอง มีซอฟต์แวร์เครือข่ายเป็นของตนเองเฉพาะเรียกว่า NOS(Network Operating System)
± ระบบเครือข่ายบริเวณกว้าง(Wide Area Network:WAN) เป็นระบบที่มีขอบเขตการใช้งานกว้างขวางมาก เช่นการเชื่อมต่อระบบระหว่างสาขาของธนาคาร เป็นต้น

รูปแบบการเชื่อมต่อสำหรับระบบเครือข่าย
± ใช้มาตรฐานการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เรียกว่า TCP/IP (Transmission Control Protocol/Internet Protocol)
± โครงสร้างของ TCP/IP แบ่งออกเป็น 5 ส่วนคือ
Ø โปรแกรมประยุกต์
Ø ทีซีพี
Ø ไอพี
Ø Network Interface
Ø Physical Net

บลูทูธ(Bluetooth)
± บริษัท ผู้ผลิตอุปกรณ์สื่อสารให้ความสนใจในการผลิตอุปกรณ์สื่อสารที่มีขนาดเล็ก ความเร็วสูง ไร้สาย สำหรับสถานที่ทำงาน สถานศึกษา และบ้านพักอาศัยทั่วไป
± บลู ทูธเป็นมาตรฐานในการสื่อสารแบบไร้สายระหว่างเครื่องโทรศัพท์มือถือ เพจเจอร์ เครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์มือถือที่มีระยะทางห่างกันประมาณ 100  เมตรจากสถานีหลัก

อินเทอร์เน็ต(Internet)
± เป็น ระบบที่เชื่อมโยงเครือข่ายขนาดต่างๆ เข้าด้วยกัน มีความสามารถในการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายในองค์กรและระหว่างองค์กรที่อยู่ห่าง ไกลกันเป็นพันๆ ไมล์ได้ 
± อิน เทอร์เน็ตจึงเป็นเทคโนโลยีหลักในการสร้างระบบเครือข่ายภายในองค์กรที่สนับ สนุนการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ การทำธุรกิจอิเล็กทรอนิกส์และองค์กรดิจิตอล

เครือข่าย WWW
± เครือข่าย WWW มีโครงสร้างแบบ client/server architecture ให้บริการข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์หลายรูปแบบที่ครอบคลุมความต้องการของผู้ใช้
± มีส่วนติดต่อกับผู้ใช้แบบกราฟิกที่น่าสนใจ และใช้งานง่าย
± ใช้ภาษาเอชทีเอ็มแอล(Hypertext Markup Language : HTML) ในการเชื่อมโยงข้อมูลบนเว็บไซต์ต่างๆ
± Homepage เป็นเว็บเพจหลักขององค์กรใดองค์กรหนึ่ง โดยส่วนใหญ่จะนำเสนอข้อมูลที่องค์กรนั้นๆ ต้องการนำเสนอถึงผู้เข้าชม 
± โฮมเพจจะเป็นประตูบ้านที่จะนำไปสู่เว็บเพจ(web pages)อื่นๆ ที่จะเก็บไว้ในเว็บไซต์(web site) ซึ่งจะมีผู้ดูแลคือ เว็บมาสเตอร์(web master)
± ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตจะต้องทราบที่อยู่ของเว็บไซต์ที่อยู่ในรูปแบบที่เรียกว่า Uniform Resource Locator (URL)
± http ย่อมาจาก hypertext transport protocol เป็นโพรโทคอลที่ใช้รับส่งข้อมูลเว็บเพจ

การสืบค้นหาข้อมูลบนเครือข่ายเว็บ
± Search engine เป็นเว็บไซต์ที่มีซอฟต์แวร์พิเศษที่ค้นหาเว็บไซต์ทีละแห่งหรือทีละกลุ่มเพื่อให้ตรงกับข้อกำหนด ตัวอย่างเช่น lycos, Altavista, go.com, google
± เว็บไซต์บางแห่งให้บริการสืบค้นจาก search engine ต่างๆ หลายๆ แห่งซึ่งจะต้องมีซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการค้นหาเฉพาะ เว็บไซต์เหล่านั้นได้แก่ spiders, bots, และ web crawlers
± Shopping bot เป็นโปรแกรมประเภท agents ที่ ออกแบบมาช่วยเหลือผู้ที่ต้องการจะสั่งซื้อสินค้าทางอินเทอร์เน็ต เมื่อกำหนดคุณลักษณะสินค้าที่ต้องการแล้วโปรแกรมเหล่านี้จะทำหน้าที่ค้นหา เปรียบเทียบ แยกประเภท และสรุปรายการสินค้าหรือบริการให้โดยอัตโนมัติ ตัวอย่างโปรแกรมเหล่านี้ได้แก่
± MySimon, BestWebBuys.com, Metaprices.com, AuctionBot

อินทราเน็ตและเอ็กซ์ทราเน็ต
± เนื่อง จากเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตและเว็บมีมาตรฐานและมีประสิทธิภาพที่ดีมาก ดังนั้นจึงมีผู้นำเทคโนโลยีดังกล่าวมาใช้ในองค์กร จึงเรียกการนำเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตมาใช้ในองค์กรนี้ว่า ระบบอินทราเน็ต(intranet)
± อิน ทราเน็ต จึงเป็นระบบเครือข่ายภายในที่สามารถให้บริการได้ในทุกส่วนขององค์กร โดยใช้โครงข่ายแบบเดิมผนวกเข้ากับมาตรฐานการเชื่อมโยงของเทคโนโลยีอิน เทอร์เน็ต
± ระบบอินทราเน็ตเป็นระบบปิด ที่ไม่เปิดให้บุคคลภายนอกเข้ามาใช้งานได้โดยไม่ได้รับอนุญาต ดังนั้นจึงมีการติดตั้งไฟร์วอลล์(Firewall) ที่ทำหน้าที่รักษาความปลอดภัยของระบบภายในองค์กร
± ไฟร์วอลล์ประกอบด้วยฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ทำหน้าที่ในการกั้นข้อมูลที่ไหลเข้าออกองค์กรโดยมีการกลั่นกรองก่อนเสมอ
± Extranet หมายถึงระบบอินทราเน็ตที่เปิดกว้างไปสู่ระบบเครือข่ายภายนอก

ระบบเว็บไร้สาย(wireless web)
± ระบบ เว็บไร้สายช่วยให้ผู้ที่ใช้อุปกรสื่อสารไร้สายสามารถเชื่อมต่อกับระบบอิน เทอร์เน็ตได้ในทุกสถานที่ที่ต้องการ สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ได้หลายประเภท และทำให้เกิดบริการชนิดใหม่ที่เรียกว่า M-commerce

เทคโนโลยีที่สนับสนุนการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์
± ซอฟต์แวร์สำหรับเซิอร์ฟเวอร์ และเซิอร์ฟเวอร์
± ซอฟต์แวร์สำหรับการติดตามลูกค้าและการปรับแต่งให้เหมาะกับลูกค้า
± ซอฟต์แวร์สำหรับการบริหารจัดการข้อมูลในเว็บ
± ซอฟต์แวร์สำหรับตรวจสอบประสิทธิภาพของเว็บ
± บริการเว็บโฮสติ้ง

วันพฤหัสบดีที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2554

สรุป บทที่ 4 ระบบฐานข้อมูล


บทที่ 4
ระบบฐานข้อมูล

ระบบแฟ้มข้อมูล (File System)
ประมาณทศวรรษที่ 1970 องค์กรส่วนใหญ่มีการเก็บข้อมูลด้วยคอมพิวเตอร์ในลักษณะแฟ้มข้อมูล (File System) โดย ได้ทำการเก็บข้อมูลทีละระบบหรือหน่วยงาน ดังนั้น ระบบข้อมูลขององค์การในแต่ละระบบจึงเป็นอิสระต่อกัน ทำให้แต่ละระบบหรือหน่วยงานมีข้อมูลของตนเองโดยไม่เชื่อมโยงกัน ซึ่งสถานการณ์นี้เรียกว่า การจัดเก็บแฟ้มแบบดั้งเดิม (Traditional File Environment) หรือเรียกระบบนี้ว่า ระบบแฟ้มข้อมูล (File System)

ปัญหาแฟ้มข้อมูล
§  ความซ้ำซ้อนของข้อมูล (Data Redundancy)
§   ความไม่สอดคล้องกันของข้อมูล (Data Inconsistency )
§   ขาดความยืดหยุ่น (Lack of Flexibility)
§   ความไม่ปลอดภัยของข้อมูล (Poor Security)
§   ขาดความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของข้อมูล (Lack of Data Integrity)
§  ข้อมูลมีความสัมพันธ์ลักษณะขึ้นต่อกันกับโปรแกรม  (Application/Data Dependencies)
§  ข้อมูลแยกอิสระต่อกัน (Data Isolation)
§  ขาดการใช้ข้อมูลร่วมกัน (Lack of Data Sharing)

ความหมายของฐานข้อมูล
ฐานข้อมูล (Database หรือ Databank) คือการจัดกลุ่มของแฟ้มข้อมูล ที่มีความสัมพันธ์กันเพื่อนำไปใช้ในการทำงาน โดยใช้ซอร์ฟแวร์ชุดหนึ่ง (DBMS) ซึ่งสามารถเข้าถึงข้อมูลในฐานข้อมูลได้ ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดจากแฟ้มข้อมูลได้
ฐานข้อมูลมีหลายประเภท เช่น ฐานข้อมูลทางภูมิศาสตร์ (Geographical information database), ฐานข้อมูลความรู้ (Knowledge database), ฐานข้อมูลมัลติมีเดีย (Multimedia database)    เป็นต้น

ระบบการจัดการฐานข้อมูล (Database Management Systems – DBMS)
คือ ซอร์ฟแวร์หรือกลุ่มของโปรแกรมที่ช่วยในการวางแผน รวบรวมข้อมูล จัดการและเจ้าถึงข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้ใช้สามารถใช้ DBMS ในการเพิ่มเติมข้อมูล ลบข้อมูล แสดงผล พิมพ์ ค้นหา เลือก จัดเรียง หรือยกระดับของข้อมูลได้

ประเภทของ DBMS
DBMS มีหลายประเภท ตั้งแต่เป็นโปรแกรมที่ใช้กับไมโครคอมพิวเตอร์ จนถึงโปรแกรมที่ใช้กับเมนเฟรม นอกจากนี้ข้อมูลที่จัดการโดย DBMS ยังสามารถเก็บข้อมูลที่เป็นรูปกราฟฟิค เสียง และรูปภาพได้ด้วย
ส่วนประกอบของ DBMS
ส่วนประกอบของ DBMS มี 4 ส่วนหลัก ๆ คือ
1.             โมเดลของข้อมูล (Data Model)
2.             ภาษาคำจำกัดความของข้อมูล (Data Definition Language – DDL)
3.             ภาษาในการจัดการข้อมูล (Data Manipulation Language – DML)
4.             พจนานุกรมข้อมูล (Data Dictionary)

องค์ประกอบของฐานข้อมูล
องค์ประกอบของฐานข้อมูลขึ้นอยู่กับมุมมองของการสร้างข้อมูล และมุมมองในลักษณะโครงสร้างลำดับชั้นของข้อมูล ซึ่งมี 2 ประเภท ดังต่อไปนี้
                1. องค์ประกอบฐานข้อมูลโดยพิจารณาจากการสร้างฐานข้อมูล
                2. องค์ประกอบฐานข้อมูลพิจารณาจากโครงสร้างข้อมูลตามลำดับชั้น

ความสัมพันธ์ของข้อมูล
ความสัมพันธ์ของข้อมูลแบ่งเป็น 3 ประเภทคือ
                1) ความสัมพันธ์แบบ One to One คือความสัมพันธ์ของข้อมูล 2 ตัว ที่มีลักษณะ 1 ต่อ 1 หรือข้อมูลตัวหนึ่ง จะมีความสัมพันธ์กับข้อมูลอีกตัวหนึ่งได้เพียงค่าเดียวเท่านั้น
                2) ความสัมพันธ์แบบ One to Many คือ ความสัมพันธ์ซึ่งข้อมูลตัวหนึ่งมีความสัมพันธ์กับข้อมูลตัวอื่นได้หลายอย่าง
                3) ความสัมพันธ์แบบ Many to Many คือ ความสัมพันธ์ซึ่งข้อมูลตัวหนึ่งมีหลายค่า และมีความสัมพันธ์กับข้อมูลตัวอื่นได้หลายอย่าง เช่น มีวิชาที่เปิดสอนหลายวิชา แต่ละวิชามีนักศึกษาหลายคน

ประเภทของการออกแบบฐานข้อมูล
1.             ฐานข้อมูลแบบลำดับชั้น(Hierarchical Database Model)
2.             ฐานข้อมูลแบบเครือข่าย(Network Database Model)
3.             ฐานข้อมูลแบบสัมพันธ์(Relational Database Model)

แนวโน้มของฐานข้อมูล
± Object-Oriented Database Model
± Hypermedia
± Data Warehouse
± Data Mining
± OODB หรือ O-O Database Model
± เป็นการจัดการข้อมูลโดยการเก็บทั้งข้อมูลและวิธีการจัดการข้อมูลไว้ในอ็อบเจ็ค(Object) ซึ่งสามารถดึงและใช้งานร่วมกันได้โดยอัตโนมัติ

องค์ประกอบที่สำคัญของ OODB
± อ็อบเจ็ค(Object):เป็น ข้อมูลจำนวนมามากนักที่นำมารวมกันมีความหมายเหมือนกับแอนติตี้ ซึ่งเป็นตัวแทนของคน สถานที่ สิ่งของ แต่อ็อบเจ็คจะรวมถึงกระบวนการหรือวิธการที่เกี่ยวข้องกับการประมวลผลข้อมูล ด้วย
± แอตตริบิวต์(Attribute): เป็นลักษณะของ อ็อบเจ็ค ในช่วงเวลาหนึ่งๆ เช่น อายุของพนักงาน
± วิธีการ(Method):หรือ พฤติกรรมของอ็อบเจ็ค เมื่อเกิดการปฏิบัติการขึ้นจะมีการส่งข้อมูลไปยังอ็อบเจ็คที่ส่งมา เพื่อจะกระตุ้นให้เกิดปฏิบัติการอื่นที่ต่อเนื่องกัน

Hypermedia database
± เป็นการจัดการข้อมูลในลักษณะเหมือนกับเครือข่ายของโหนด
± แต่ละโหนดจะประกอบด้วยข้อมูลซึ่งจะเป็นข้อความ รูปภาพ เสียง ภาพเคลื่อนไหว หรือโปรแกรมการทำงานอื่นๆ
± ฐานข้อมูลแบบ OODB และ Hypermedia จะสามารถเก็บข้อมูลที่มีลักษณะซับซ้อนมากกว่าฐานข้อมูลแบบตาราง
± ประสิทธิภาพจะช้ากว่าแบบความสัมพันธ์หากมีข้อมูลจำนวนมาก

ดาต้าแวร์เฮาส์(Data Warehouse)
± เป็น ฐานข้อมูลที่เก็บข้อมูลทั้งในปัจจุบันและในอดีตซึ่งดึงมาจากระบบปฏิบัติการ หลายระบบ และนำมารวมกันเพื่อประโยชน์ในการจัดทำรายงานหรือวิเคราะห์ข้อมูล
± ดาต้าแวร์เฮาส์ประกอบด้วยเครื่องมือในการถามที่เป็นมาตรฐาน(standardized query tool) เครื่องมือในการวิเคราะห์ และเครื่องมืออำนวยความสะดวกในการทำงานในลักษณะกราฟิก
± ดาต้าแวร์เฮาส์สามารถทำการวิเคราะห์ข้อมูลในเชิงวิเคราะห์แนวโน้ม หรือเจาะหาข้อมูล (drill) ในรายละเอียดเมื่อต้องการได้

Data mart
± หมายถึงดาต้าแวร์เฮาส์ขนาดเล็ก ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลขององค์กรบางส่วน สำหรับผู้ใช้กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งโดยเฉพาะ

ลักษณะที่สำคัญของดาต้าแวร์เฮาส์
± ข้อมูลมาจากฐานข้อมูลหลายแห่ง
± ดาต้าแวร์เฮาส์มีหลายมิติ
± ดาต้าแวร์เฮาส์ใช้สนับสนุนการตัดสินใจ ไม่ใช่ประมวลผลรายการ

ดาต้าไมนน์นิ่ง(Data Mining)
± ดา ต้าไมน์นิ่งเป็นเครื่องมือของซอฟต์แวร์ที่ใช้ในการวิเคราะห์สารสนเทศโดย อัตโนมัติ เพื่อค้นหารูปแบบและความสัมพันธ์ของข้อมูลในดาต้าแวร์เฮาส์รวมทั้งพยากรณ์ แนวโน้มและพฤติกรรมในอนาคต(Stair&Reynolds,1999:Turban, et al.,(2001))
จุดมุ่งหมายของดาต้าไมน์นิ่ง
± การดึงรูปแบบ แนวโน้มและกฎเกณฑ์จากข้อมูลในดาต้าแวร์เฮาส์เพื่อที่จะประเมินกลยุทธ์ของหน่วยงาน
± ปรับปรุงความได้เปรียบในการแข่งขัน
± เป็นวิธีการที่นำมาใช้ในด้านการตลาด เช่น การรักษาลูกค้า การจัดโฆษณา ช่องทางการตลาด การวิเคราะห์ราคา

ส่วนประกอบของดาต้าไมน์นิ่ง
± เครื่องมือในการถามและจัดทำรายงาน(Query-and-reporting-tools)
± อุปกรณ์ด้านปัญญาประดิษฐ์(Intelligent Agents)
± เครื่องมือในการวิเคราะห์ข้อมูลหลายมิติ(Multidimensional analysis tools-MDA)

ประเด็นการบริหารเกี่ยวกับดาต้าแวร์เฮาส์
± ทุกคนหรือทุกองค์กรต้องการดาต้าแวร์เฮาส์หรือไม่ เนื่องจากมีเหตุผลด้านดาต้าแวร์เฮาส์ดังนี้
± ค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง
± บางหน่วยงานไม่จำเป็นต้องมีดาต้าแวร์เฮาส์
± หน่วยงานที่ดูแลด้านคอมพิวเตอร์มากพอในการพัฒนาหรือไม่
± หลายองค์กรมีดาต้าแวร์เฮาส์อยู่แล้ว
± ผู้ใช้เป็นใคร?
± สารสนเทศจะต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันสมัยมากน้อยเพียงไร

ประเด็นการบริหารอื่นๆ ของฐานข้อมูล
± ฐานข้อมูลแบบใดมีความเหมาะสมที่สุด
± ใครควรเป็นผู้ดูแลสารสนเทศขององค์กร
± ฐานข้อมูลและแอพพลิเคชั้นของฐานข้อมูลควรได้รับการพัฒนาและบำรุงรักษาอย่างไร
± ใครเป็นเจ้าของสารสนเทศ
± จริยธรรมในการจัดการสารสนเทศคืออะไร

สรุป บทที่ 3 ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์


บทที่ 3
ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์

ความสำคัญของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
บทบาท ที่สำคัญประการหนึ่งของระบบสารสนเทศ คือ บทบาทในด้านกลยุทธ์ที่สามารถเปลี่ยนแปลงลักษณะสินค้าหรือบริการ กระบวนการทำงาน องค์การ โครงสร้างอุตสาหกรรมและการแข่งขันได้ จึงมีหลายองค์กรที่ได้นำเอาระบบสารสนเทศมาเป็นเครื่องมือ และสร้างความได้เปรียบในด้านการแข่งขัน
ความหมายของระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ SIS ได้มีผู้ให้ความหมายไว้หลายท่าน เช่น
ระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์ (SIS) คือ ระบบคอมพิวเตอร์ในระดับใดก็ตามขององค์การซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงวัตถุประสงค์ การดำเนินงาน ผลผลิต การบริการหรือความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ขององค์การ เพื่อที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันกับองค์การ (Laudon & Laudon, 1995)
สรุป  SIS คือ ระบบสารสนเทศใด ๆ ที่ช่วยสนับสนุน   กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันขององค์กร

กรอบแนวคิดเรื่องระบบสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
ในการนำระบบสารสนเทศมาใช้ในเชิงกลยุทธ์ ผู้บริหารจำเป็นต้องเข้าใจว่า IT ไม่ใช่แค่เครื่องคอมพิวเตอร์ ระบบสารสนเทศจะต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญ คือ ข้อมูล หรือ สารสนเทศที่ป้อนเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์, ฮาร์ดแวร์, ซอฟต์แวร์, และเทคโนโลยีการสื่อสาร โดยต้องพิจารณาประกอบกับสิ่งแวดล้อม, ความสามารถ, กระบวนการในการทำงาน, และระดับของการใช้กลยุทธ์ในองค์กรด้วย
1. กลยุทธ์ของธุรกิจ: เป็นกรอบสำหรับกลยุทธ์ขององค์กรและกลยุทธ์สารสนเทศ, เป็นตัวกำหนดทิศทางของธุรกิจ, เป็นตัวกำหนดแผนเพื่อตอบสนองต่อพลังของตลาด ความต้องการของลูกค้าและความสามารถขององค์กร
2. กลยุทธ์ขององค์การ : เป็นกลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการออกแบบองค์กร ควบคุมการดำเนินงานขององค์กรให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามกลยุทธ์ของธุรกิจได้
3. กลยุทธ์ด้านสารสนเทศ : ใช้ในการสนับสนุนกลยุทธ์ของธุรกิจ และกลยุทธ์ขององค์กร และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ส่วนประกอบต่าง ๆ ในการวางแผนสารสนเทศเชิงกลยุทธ์
  แผนกลยุทธ์ของบริษัท: คือ แผนซึงระบุวัตถุประสงค์ในระยะยาวของธุรกิจ, ข้อเสนอในการบรรลุวัตถุประสงค์นั้น ซึ่งประกอบด้วย วิสัยทัศน์ (Vision), ภารกิจ (Mission), เป้าหมาย (Goal), และวัตถุประสงค์ (Objective) ขององค์การ
  ภารกิจและขอบเขตของระบบสารสนเทศเพื่อการจัดการ: กำหนด ภารกิจเฉพาะของระบบ MIS เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน เพื่อให้บรรลุแผนกลยุทธ์ของบริษัท
  สิ่งแวดล้อมภายนอก: พิจารณาปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานขององค์กร เช่น ลูกค้า, คู่แข่งขัน, ผู้เสนอขายวัตถุดิบ, นโยบายรัฐบาล, และการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เป็นต้น
  การวิเคราะห์ MIS และการเลือกกลยุทธ์  MIS : คือการพิจารณาเลือกกลยุทธ์หลาย ๆ กลยุทธ์ จากหลาย ๆ สถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้น และตัดสินใจเลือกกลยุทธ์ที่ดีที่สุด ณ สถานการณ์นั้น ๆ
  การปฏิบัติการ  MIS : คือ การดำเนินการตามแผนงาน และนโยบายต่าง ๆ ที่ได้วางไว้ ซึ่งแผนงานอาจจะมีการกำหนดไว้ ทั้งแผนระยะสั้น และแผนระยะยาว เพื่อให้บรรลุ กลยุทธ์ที่ได้วางไว้


           กลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
1) กลยุทธ์การใช้ต้นทุนต่ำ (Cost Leadership Strategy) เช่น Air Asia ใช้ ระบบการจองตั๋ว ผ่านระบบ Internet ช่วยลดต้นทุนการจ้างพนักงานตัวแทนจำหน่าย
2) กลยุทธ์สร้างความแตกต่าง (Differentiation Strategy)
เช่น โทรศัพท์มือถือ Hutch นำระบบ GIS เข้ามาใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ลูกค้าในการเลือกเส้นทางเดินทาง หรือตรวจสอบที่อยู่ของอีกฝ่าย
3) กลยุทธ์ในการเน้นกลุ่มเป้าหมาย (Focus Strategy)
       เช่น บริษัท บัตรกรุงไทย (KTC) เสนอทางเลือกการใช้บัตรให้แก่สมาชิก โดยเจาะกลุ่มเป้าหมายพฤติกรรมการใช้ของลูกค้า
4)กลยุทธ์ด้านนวัตกรรม (Innovation Strategy)
 เช่น ร้านหนังสือ online ชื่อ amazon.com ได้นำระบบ E-commerce มา ใช้ในการดำเนินธุรกิจ โดยที่ร้านไม่มีสถานที่ที่ตั้งให้ลูกค้าได้ไปเยี่ยมชมเลือกซื้อหนังสือ แต่สามารถทำกำไรได้หลายร้อยล้านดอลล่าต่อปี
5) กลยุทธ์ด้านพันธมิตร (Alliance Strategy)
 เช่น บริษัท ชิน คอร์ป ร่วมมือกับ แอร์ เอเชีย ดำเนินธุรกิจสายการบินแบบประหยัด (low cost) และพัฒนาระบบเกี่ยวกับระบบการให้บริการ ตลอดจนแลกเปลี่ยนข้อมูลต่าง ๆ ร่วมกัน

ผลกระทบของสารสนเทศต่อการแข่งขัน
สารสนเทศมีผลกระทบต่อการแข่งขัน 3 ประการ คือ
1.  สารสนเทศเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรม และเปลี่ยนแปลงกติกาในการแข่งขัน
2.  สารสนเทศทำให้เกิดการได้เปรียบในการแข่งขัน
3.  สารสนเทศสร้างธุรกิจใหม่
1.  สารสนเทศเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของอุตสาหกรรม:
เทคโนโลยีสารสนเทศสามารถเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมหรือรูปแบบการดำเนินงานอุตสาหกรรมได้ เช่น นำระบบคอมพิวเตอร์ เข้ามาแทนระบบ Manual System, หรือการนำสารสนเทศเข้ามาใช้ทำให้ขนาดองค์กรเล็กลง (Downsizing), นำระบบ Network มาใช้บริหารจัดการงานมากขึ้น ทำให้สายบังคับบัญชาการทำงานไม่ชัดเจน เป็นต้น
2.  สารสนเทศทำให้เกิดการได้เปรียบในการแข่งขัน
สารสนเทศช่วยสนับสนุนการดำเนินกลยุทธ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการลดต้นทุน, การทำให้เกิดความแตกต่างในสินค้า/บริการ, การสร้างนวัตกรรมใหม่, และการสร้างความร่วมมือในการดำเนินธุรกิจ ตลอดจนเพิ่มขีดความสามารถในการประสานงานระดับต่าง ๆ ขององค์กร
3. สารสนเทศสร้างธุรกิจใหม่
 สารสนเทศทำให้เกิดธุรกิจใหม่ ๆ ขึ้นในอุตสาหกรรม 3 ทางคือ
*    ทำให้การสร้างธุรกิจใหม่มีความเป็นไปได้ทางด้านเทคนิค
*   เทคโนโลยีทำให้มีความต้องการธุรกิจใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เช่น ธุรกิจ Hardware, Software หรือรูปแบบการให้บริการใหม่ ๆ
*   เทคโนโลยีสร้างธุรกิจใหม่จากพื้นฐานธุรกิจเดิม

ข้อแนะนำในการใช้ IT เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน
ข้อแนะนำสำหรับผู้บริหารในการนำ IT มาใช้ให้เกิดการได้เปรียบในการแข่งขันดังนี้ (Senn, 1992)
*   ควรพิจารณากระบวนการทำงานก่อนนำระบบสารสนเทศมาติดตั้ง
*   ควรให้เจ้าหน้าที่แผนกสารสนเทศมีโอกาสแลกเปลี่ยนกับเจ้าหน้าที่แผนกอื่น รวมทั้งลูกค้า, ซัพพลายเออร์, และพนักงานขาย
*   ควรเริ่มพัฒนาผลงานชิ้นต่อไปก่อนที่จะนำผลงานในปัจจุบันออกสู่ตลาด
*   การใช้ระบบสารสนเทศจะต้องสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการของหน่วยงาน























วันพุธที่ 19 มกราคม พ.ศ. 2554

ข้อสอบตอนที่2

     

ตอนที่2 จงตอบคำถามต่อไปนี้มาให้เข้าใจมากที่สุด


1 . จงให้คำนิยามของศัพท์ด้านระบบสารสนเทศดังต่อ ไปนี้

1.1   Virtual Organization คือการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้องค์กรสามารถดำเนินกิจการในพื้นที่ซึ่งอยู่ห่างไกลออกไป หรือแม้แต่ในต่างประเทศได้โดยไม่จำเป็นต้องมีสำนักงานไปตั้งอยู่ ณ ที่นั้นจริง ๆ Virtual Organization อาจเป็นเพียงเครือข่ายของคอมพิวเตอร์ หรือคอมพิวเตอร์เพียงเครื่องเดียวที่อยู่กับอินเทอร์เน็ต หรืออาจเป็นเพียงพื้นที่บนเว็บเซอร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตก็ได้

1.2   Data Warehouse      คือ คลังของข้อมูลที่ได้รับการออกแบบมา เพื่อจัดเก็บข้อมูลที่มีจำนวนมาก โดยจะเป็นฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ที่รวบรวมฐานข้อมูลจากหลายแหล่งหลายช่วงเวลา ทั้งอดีตและปัจจุบัน โดยข้อมูลที่เก็บจะต้องเป็นข้อมูลสารสนเทศที่สามารถตอบปัญหาเชิงธุรกิจขององค์กรได้

1.3  Re-Engineering         คือ การพิจารณาหลักการพื้นฐานของกระบวนการทางธุรกิจ และการออกแบบขึ้นใหม่อย่างถอนรากถอนโคน เพื่อมุ่งบรรลุผลลัพธ์ของการปรับปรุงอันยิ่งใหญ่ โดยใช้มาตรวัดผลการปฏิบัติงานที่ทันสมัย และที่สำคัญได้แก่ ต้นทุน คุณภาพ การบริการ และความรวดเร็ว

1.4  Knowledge management        คือ การรวบรวม สร้าง จัดระเบียบ แลกเปลี่ยน และประยุกต์ใช้ความรู้ในองค์กร โดยพัฒนาระบบจาก ข้อมูล ไปสู่ สารสนเทศ เพื่อให้เกิด ความรู้ และ ปัญญา ในที่สุด

1.5 AI (Artificial Intelligent)  คืออะไร
1.  AI  เป็นระบบที่คิดได้เหมือนมนุษย์  มีการตัดสินใจ  การแก้ปัญหา และมีการเรียนรู้
2.  AI  เป็นระบบที่มีการกระทำคล้ายกับมนุษย์    แล้วอย่างไรถึงจะเรียกว่าคล้ายมนุษย์  Alan Turing ได้เสนอ Turing Test ในปี 1950  ซึ่งใช้ทอบสอบความฉลาดของ AI ดังนี้
-  natural language processing   สามารถสื่อสารเป็นภาษาอังกฤษได้
-  knowledge representation  สามารถบันทึกสิ่งที่รับรู้ไว้ได้
-  automated  reasoning  ใช้ infomation  ที่บันทึกไว้ตอบโจทย์ได้
-  machine learning  เรียนรู้และปรับตัวได้
-  computer vision  สามารถมองเห็นได้ (รับภาพได้)
-  robotics  มีการเปลี่ยนแปลง  สามารถเคลื่อยย้ายวัตถุได้
3.  AI เป็นระบบที่คิดอย่างมีเหตุผล  ใช้หลักการทางตรรกะ (login)
4.  AI  เป็นระบบที่กระทำอย่างมีเหตุผล  (rational agen)














ข้อ2. จงกล่าวถึงComputer ในด้านต่อไปนี้

2.1ยกตัวอย่างประโยชน์ของ Computer มา5 ข้อ ได้แก่
 1 . ทันสมัย ทันเหตุการณ์ / ทันข้อมูลข่าวสาร / ทันโลก ช่วยให้เราสามารถติดต่อสื่อสารกันได้ทั่วโลก
2. ช่วยให้การเรียน การทำงาน ทันสมัยและไรับความสะดวกมากยิ่งขึ้น เช่น ได้เรียนรู้จากสื่อที่ทันสมัยที่สร้างด้วยคอมพิวเตอร์ 
ที่เรียกว่าโปรแกรม CAI
3. เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่ดีเยี่ยม ช่วยในการค้นคว้าหาความรู้เป็นห้องสมุดขนาดใหญ่
4. ช่วยรับ - ส่งข่าวสารได้อย่างรวดเร็ว
5. ช่วยผ่อนคลายความตึงเครียด เช่น เกม ดูภาพยนตร์ ฟังเพลง ร้องเพลง
                                                                                                                                        
2.2 ยกตัวอย่างอุปกรณ์ในหน่วยต่อไปนี้ของคอมพิวเตอร์อย่างน้อย3อย่าง ต่อหน่วย
- หน่วยรับข้อมูล ได้แก่  คีย์บอร์ด  เม้าท์  สแกนเนอร์
- หน่วยประมวลผลข้อมูล ได้แก่      ซีพียู (CPU)    และ   เมนบอร์ด
- หน่วยความจำหลัก ได้แก่   ROM (Read Only Memory) ,PROM (Erasable PROM)
, Ram   (Random Access Memory)
- หน่วยความจำสำรอง ได้แก่    ฮาร์ดดิสก์ ฟล็อปปี้ดิสก์ ซีดีรอม
-หน่วยแสดงผลข้อมูล  ได้แก่  จอภาพ โปรเจ๊กเตอร์ ลำโพง ปริ้นเตอร์

3 จงอธิบายระบบย่อยของ MIS ต่อไปนี้ TPS,MRS และ DSS มาให้เข้าใจมากที่สุดโดยกล่าวถึงลักษณะสารสนเทศที่เกิดขึ้น
พร้อมทั้งแทนเข้าไปในระดับการบริหารงานขององค์กรให้ถูกต้อง


ระบบปฏิบัติการทางธุรกิจ หรือที่เรียกว่า TPS หมายถึง ระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้น โดยใช้เครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะคอมพิวเตอร์เข้ามาเป็นอุปกรณ์หลักของระบบ เพื่อให้ทำงานเกี่ยวข้องกับการดำเนินงานภายองค์การมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยที่ TPS จะช่วยสนับสนุนให้การดำเนินงานในแต่ละวันขององค์การให้เป็นไปอย่างเรียบร้อยและเป็นระบบ นอกจากนี้ TPS ยังช่วยให้ผู้ใช้สามารถเรียกสารสนเทศมาอ้างอิงอย่างสะดวกและถูกต้องในอนาคต

ระบบจัดทำรายงานสำหรับการจัดการ หรือที่เรียกว่า MRS หมายถึง ระบบสารสนเทศที่ถูกออกแบบและพัฒนาขึ้น เพื่อรวบรวม ประมวลผล จัดระบบ และจัดทำรายงานหรือเอกสารสำหรับช่วยในการตัดสินใจที่เกี่ยวข้องกับการบริหาร เนื่องจากรายงานที่ถูกจัดทำอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การบริหารงานมีประสิทธิภาพ โดยที่ MRS จะจัดทำรายงานหรือเอกสาร และส่งต่อไปยังฝ่ายจัดการตามระยะเวลาที่กำหนด หรือตามความต้องการของผู้บริหาร โดยทั่วไปแล้วการทำงานของ MRS จะถูกใช้สำหรับการวางแผน การตรวจสอบ และการควบคุมการจัดการ ขณะที่ TPS จะรวบรวมและแสดงกิจกรรมนการดำเนินงานเท่านั้น

ระบบสนับสนุน การตัดสินใจ หรือที่เรียกว่า DSS หมายถึง ระบบที่จัดหารหรือจัดเตรียมสารสนเทศสำหรับผู้บริหาร เพื่อจะช่วยในการตัดสินใจแก้ปัญหาหรือเลือกโอกาสที่เกิดขึ้น ปกติปัญหาของผู้บริหารจะมีลักษณะที่เป็นกึ่งโครงสร้างและไม่มีโครงสร้าง ซึ่งยากต่อการวางแนวทางรองรับ หรือแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ประการสำคัญ DSS จะไม่ทำการตัดสินใจให้กับผู้บริหาร ปัจจุบัน DSS เป็นเรื่องที่ได้รับความสนใจจากบุคคลหลายฝ่าย ซึ่งเราจะนำเสนอรายละเอียดในบทต่อไป













4 จงกล่าวถึงประโยชน์ของระบบเครือข่ายมา5ข้อ พร้อมทั้งยกตัวอย่างอุปกรณ์เครือข่ายที่นักศึกษารู้จักมา3อย่าง

1. สามารถใช้อุปกรณ์ร่วมกันได้ โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายค่าอุปกรณ์ให้กับทุกเครื่อง
2. สามารถใช้โปรแกรมและข้อมูลร่วมกัน (Sharing of program and data)โดยจัดเก็บโปรแกรมไว้แหล่งเก็บข้อมูล ที่เป็นศูนย์กลาง เช่น ที่ฮาร์ดดิสก์ของเครื่อง File Server
3. สามารถติดต่อสื่อสารระยะไกลได้ (Telecommunication) การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ เป็นเครือข่าย ทั้งประเภทเครือข่าย LAN , MAN และ WAN ทำให้คอมพิวเตอร์ สามารถสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูล ระยะไกลได ้โดยใช้ซอฟต์แวร์ประยุกต์ ทางด้านการติดต่อสื่อสาร
4. สามารถประยุกต์ใช้ในงานด้านธุรกิจได้ (ฺBusiness Applicability) องค์กรธุรกิจ มีการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ เช่น เครือข่ายของธุรกิจธนาคาร ธุรกิจการบิน ธุรกิจประกันภัย ธุรกิจการท่องเที่ยว ธุรกิจหลักทรัพย์ สามารถดำเนินธุรกิจ ได้อย่างรวดเร็ว ตอบสนองความพึงพอใจ ให้แก่ลูกค้าในปัจจุบัน เริ่มมีการใช้ประโยชน์จากเครือข่าย Internet เพื่อทำธุรกิจกันแล้ว เช่นการสั่งซื้อสินค้า การจ่ายเงินผ่านระบบธนาคาร เป็นต้น
5 ความประหยัด
          นับเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า อย่างเช่นในสำนักงานหนึ่งมีเครื่องอยู่ 30 เครื่อง หรือมากกว่านี้ ถ้าไม่มีการนำระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้  จะเห็นว่าต้องใช้เครื่องพิมพ์อย่างน้อย 5 - 10 เครื่อง มาใช้งาน แต่ถ้ามีระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์มาใช้แล้วละก้อ ก็สามารถใช้อุปกรณ์ หรือเครื่องพิมพ์ประมาณ 2-3 เครื่องก็พอต่อการใช้งานแล้ว เพราะว่าทุกเครื่องสามารถเข้าใช้เครื่องพิมพ์เครื่องใดก็ได้ ผ่านเครื่องอื่น ๆ ที่ในระบบเครือข่ายเดียวกัน


อุปกรณ์เครือข่ายที่รู้จัก
1 บลูทูธ
2 wifi
3 Fiber optic สายใยแก้วนำแสง
4 Twisted-pair เป็นสายสำหรับเชื่อมต่อชนิดใหม่ที่นิยมมาก
5 Server เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เป็นจุดศูนย์กลางเพื่อให้เครื่องอื่นๆ